บริษัทแอสตราเซเนกายืนยัน “ไม่พบข้อบ่งชี้โดยตรง” ว่าวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ที่พัฒนาร่วมกับมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด เพิ่มความเสี่ยงให้เกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตัน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงลอนดอน ประเทศสหราชอาณาจักร เมื่อวันที่ 15 มี.ค. ว่าสำนักงานใหญ่ของบริษัทแอสตราเซเนกา ที่เมืองเคมบริดจ์ ในสหราชอาณาจักร เผยแพร่แถลงการณ์  เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา เกี่ยวกับการตรวจสอบข้อมูลด้านความปลอดภัย และการประเมินความเสี่ยงของการใช้งานวัคซีน “AZD1222” หรือ “ChAdOx1 nCoV-19” ซึ่งแอสตราเซเนกาพัฒนาร่วมกับมหาวิทยาลัยออกฟซอร์ด เพื่อใช้ป้องกันโรคโควิด-19

ทั้งนี้ ข้อมูลที่นำมาวิเคราะห์มาจากประชาชนมากกว่า 17 ล้านคน ในสหราชอาณาจักร และอีก 27 ประเทศสมาชิกของสหภาพยุโรป ( อียู ) ซึ่งเข้ารับการฉีดวัคซีนดังกล่าว ตั้งแต่เดือนม.ค. ที่ผ่านมา บ่งชี้ว่า “ไม่พบหลักฐานซึ่งนำไปสู่การเพิ่มความเสี่ยง” ของการเกิดภาวะลิ่มเลือดอุดกั้นในปอด ภาวะลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดดำส่วนลึก และภาวะเกล็ดเลือดต่ำ ไม่ว่าในกลุ่มอายุ เพศ และผู้มีเงื่อนไขทางสุขภาพ ไม่ว่าในประเทศแห่งใดก็ตาม
 
แม้จนถึงปัจจุบัน แอสตราเซเนกาได้รับแจ้งการเกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดดำส่วนลึก ในผู้รับการฉีดวัคซีนอย่างน้อย 22 คน และการเกิดภาวะลิ่มเลือดอุดกั้นในปอด กับผู้เข้ารับการฉีดวัคซีนอย่างน้อย 15 คน แต่ภาวะดังกล่าวเป็นอาการไม่พึงประสงค์ ซึ่งเกิดขึ้นกับผู้ที่เข้ารับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 “ยี่ห้ออื่น” เช่นกัน ก่อนเผยแพร่รายงานนี้ แอสตราเซเนกาทำการทดสอบประสิทธิภาพของวัคซีนซ้ำอีกครั้ง ร่วมกับมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด และองค์การยาแห่งสหภาพยุโรป ( อีเอ็มเอ ) ยืนยันว่า “ไม่พบปัญหา”
  
ปัจจุบัน วัคซีนของแอสตราเซเนกา/ออกซฟอร์ด ได้รับการอนุมัติใช้งานเป็นกรณีฉุกเฉิน ในสหราชอาณาจักร สวิตเซอร์แลนด์ ออสเตรเลีย อียู และอีกหลายประเทศในทวีปเอเชีย ตลอดจนได้รับการขึ้นทะเบียนจากองค์การอนามัยโลก ( ดับเบิลยูเอชโอ ) นอกจากนั้น แอสตราเซเนกายังเป็นกำลังสำคัญในการผลิตวัคซีนให้กับโครงการโคแวกซ์ด้วย